ทำยังไง?..หรือมีวิธีจะลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตได้?

เชื่อว่า หลายๆคน คงจะมีบัตรเครดิตอย่างน้อย 1 ใบติดกระเป๋า เนื่องจาก ในปัจจุบันบัตรเครดิต ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้ชำระค่าสินค้า บริการได้อย่างสะดวกสบาย เพราะร้านค้าต่างๆ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล สามารถรับบัตรเครดิตได้หลากหลาย นอกจากนี้ บัตรเครดิตแต่ละใบ ยังมีโปรโมชั่นต่างๆ ที่ดึงดูด ให้ต้องมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอีก จนบางครั้ง ทำให้ประสบปัญหาหนี้สินขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว

นอกจากนี้ ปัญหาที่ต้องเจอหลังจากเป็นหนี้บัตรเครดิตนั้น คือ หนี้สินที่พอกพูนขึ้น เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจทำให้ผู้ประสบปัญหา เลือกใช้วิธีกดเงินสดจากบัตรเครดิตใบหนึ่ง ไปจ่ายอีกใบหนึ่งแทน วิธีนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง และยังก่อให้เกิดหนี้สินที่เพิมพูนขึ้นอีกด้วย   คุณสามารถลดดอกเบี้ยหนี้บัตรเครดิตได้ 9 วิธี

สินเชื่อ,สินเชื่อส่วนบุคคล,บัตรเครดิต,เงินกู้,บัตรกดเงินสด,โอนหนี้,บริการ สินเชื่อส่วนบุคคล สมัครบัตรกดเงินสด, สมัคร บัตรเครดิต,สินเชื่อ-บัตรเครดิตทุกธนาคาร, กรุงศรี,กรุงไทย,กสิกร,ไทยพาณิชย์,citibank,ไทยธนาคาร,เกียรตินาคิน,ธนชาติ,กรุงเทพ,อาคารสงเคราะห์, เปรียบเทียบทุกธนาคาร

1. เพิ่มอัตราการผ่อนชำระ – การเพิ่มอัตราการผ่อนชำระขึ้น 1 เท่า (จากขั้นต่ำ 5% เป็น 10%) จะช่วยลดค่าดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระลงประมาณครึ่งหนึ่งเช่นกัน

สินเชื่อ,สินเชื่อส่วนบุคคล,บัตรเครดิต,เงินกู้,บัตรกดเงินสด,โอนหนี้,บริการ สินเชื่อส่วนบุคคล สมัครบัตรกดเงินสด, สมัคร บัตรเครดิต,สินเชื่อ-บัตรเครดิตทุกธนาคาร, กรุงศรี,กรุงไทย,กสิกร,ไทยพาณิชย์,citibank,ไทยธนาคาร,เกียรตินาคิน,ธนชาติ,กรุงเทพ,อาคารสงเคราะห์, เปรียบเทียบทุกธนาคาร

2. โอนหนี้ รีไฟแนนซ์ (หรือทำ Balance Transfer) ไปวงเงินหรือบัตรอื่น – หลักง่ายๆ ในการคำนวณคือทุกๆ 1% ของอัตราดอกเบี้ย ที่ถูกลง (เช่นโอนจากอัตราดอกเบี้ย 18% ไป 17%) คุณจะประหยัดค่าดอกเบี้ยไปได้ประมาณ 6% ตัวอย่างเช่นโอนไปอัตราที่ต่ำกว่า 2% คุณจะลดค่าดอกเบี้ยรวมไป 12% (6% x 2)

ตัวอย่าง :
กู้ 10,000 บาทที่ดอกเบี้ย 18% ผ่อนชำระขั้นต่ำ 5% ค่าดอกเบี้ยรวม 1,978
กู้ 10,000 บาทที่ดอกเบี้ย 17% ผ่อนชำระขั้นต่ำ 5% ค่าดอกเบี้ยรวม 1,842 ลดลง 136 หรือ 6.8%
กู้ 10,000 บาทที่ดอกเบี้ย 16% ผ่อนชำระขั้นต่ำ 5% ค่าดอกเบี้ยรวม 1,709 ลดลง 133 หรือ 7.2%

3. รีไฟแนนซ์ควบกับการเพิ่มอัตราผ่อนชำระ (ดีที่สุด) – การรีไฟแนนซ์พร้อมกับการจัดการผ่อนชำระให้หมดในระยะเวลาที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษจะทำให้คุณประหยัดมากที่สุด
4.จ่ายเต็มจำนวนหนี้ที่เขากำหนดมา
ปกติแล้วเวลาที่เราได้รับบิลเรียกเก็บหนี้พวกหนี้เขาก็จะให้มา 2 จำนวนนั่นคือ เงินที่ต้องขำระในงวดนั้น และจำนวนเงินที่สามารถจ่ายได้ในขั้นต่ำ(บางบริษัทจะโทรมาแจ้ง) ซึ่งเราไม่แนะนำให้จ่ายในจำนวนเงินที่สามารถจ่ายได้ในขั้นต่ำ เพราะเงินส่วนที่เรายังไม่ได้จ่ายนั้นจากยอดเต็มนั้นจะถูกคิดดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ที่นี้หนี้สินของเราก็มากขึ้นเรื่อยๆไม่จบสักที ดังนั้นทางเลือกเพื่อจบหนี้คือการจ่ายจ่ายเต็มจำนวนหนี้ที่เขากำหนดมาในบิลหรือมากกว่านั่นเอง
5.ชำระหนี้ไปเรื่อยๆ
แน่นอนว่าการกู้เงินหรือใช้บัตรเครดิตไปนั้นดอกเบี้ยของบัตรเครดิตหรือสินเชื่อเหล่านี้มันจะเดินต่อไปเรื่อยๆ ถ้าหากเราไม่ชำระหนี้เลยดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราต้องชำระหนี้ให้หมดเร็วที่สุด ไม่ใช่แค่จ่ายเต็มจำนวนอย่างเดียวเพราะถึงจ่ายแต่ไม่สม่ำเสมอทุกเดือนดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นมานั่นเอง ดังนั้นเราจึงต้องทำทั้งการจ่ายเต็มจำนวนหนี้ที่เขากำหนดและจ่ายสม่ำเสมอทุกเดือน เพื่อลดเงินต้นและดอกเบี้ยนั่นเอง
6.หยุดสร้างหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อ เปลี่ยนมาซื้อเงินสดแทน
เหตุผลของคำแนะนำในข้อนี้ก็ตรงไปตรงมาเลย เพราะการใช้จ่ายด้วยเงินสดไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีหนี้สินคั่งค้างให้กวนใจ แถมเรายังสามารถกำหนดรายจ่ายของเราได้อย่างชัดเจนด้วย เพราะเราเห็นได้ว่าเงินมันหายไปจริงๆ ณ ตอนที่ใช้เลย เราก็จะสามารถลดปริมาณการใช้เงินของเราลงได้นั่นเอง แถมไม่การสร้างหนี้สินเข้าไปในตัวบัตรเครดิตหรือสินเชื่อ
7.เริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเอง
บางครั้งเราเริ่มทำมาตั้งแต่ข้อ 1-3 แล้วก็พบกับปัญหาใหม่คือ เงินไม่พอใช้ ซึ่งนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่เราต้องไปกู้หนี้ยืมสินหรือสมัครบัตรเครดิตมาเพื่อใช้จ่ายนั่นเอง ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยให้เรามองเห็นปัญหาได้ดีก็คือการเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเองนั่นเอง ว่าปัญหามันอยู่ที่เราใช้จ่ายมากเกินไป หรือรายรับของไม่พอจริงๆ เพื่อที่เราจะได้หาแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาต่อไป เช่น ถ้าปัญหาเกิดจากการที่เราใช้จ่ายมากเกินไป ก็อาจจะต้องดูในบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเองว่ารายจ่ายใดที่ตัดออกได้บ้างเพื่อให้เหลือเงินมากขึ้น เป็นต้น
8.วางแผนการใช้เงิน
ข้อนี้จะต่อเนื่องมากจากการเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเองเลย เพราะเราบอกแล้วว่าเมื่อเราทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเอง เราจะสามารถเห็นปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้นว่าปัญหาหนี้สินจากเงินไม่พอใช้นั้นมันเริ่มมาจากตรงไหน ทีนี้พอเราแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องวงแผนการเงินเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะเป็นเงินที่จะใช้ในการกินอยู่ทั้งเดือน หรืออเงินที่เราจะเก็บไว้ให้บุตรหลาน และเงินที่จะเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น ซึ่งเราต้องตั้งเป้าไว้ให้ชัดเจนว่าจะแบ่งเงินเข้าไปในส่วนเหล่านี้ได้เท่าไหร่บ้าง
9.มีวินัยในการใช้เงิน
สำหรับเรื่องวินัยในการใช้เงิน ในเบื้องต้นนั้นเราแนะนำว่าแค่พยายามทำตั้งแต่ข้อ 1 มาจนถึงข้อ 5 ได้อย่างสม่ำเสมอก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว และทำไปเรื่อยๆจนกว่าหนี้สินและดอกเบี้ยของบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่างๆจะหมด แล้วจะได้เริ่มเข้าสู่การวางแผนเพื่อการลงทุนและการออมเงินต่อไปในอนาคตนั่นเอง
แม้ว่าในช่วงแรกนั้นการทำตามวิธีการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเต็มจำนวนที่เขากำหนดมาให้ และชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ การเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเอง การเริ่มวางแผนการใช้เงิน ตลอดจนไปถึงการฝึกวินัยในการใช้เงินนั้นอาจจะทำได้ยากในช่วงแรก เนื่องจากต้องมีความตั้งใจและมุ่งมั่นมากพอ แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ เราก็จะได้มีความสุขที่แท้จริงจากการมีอิสระทางการเงิน อย่างที่หลายๆคนกล่าวไว้ว่าการไม่เป็นหนี้ถือเป็นลาภอันประเสริฐนั่นเอง และใครอยากจะตั้งตัวจริงๆจังๆก็ต้องมาหลังจากนี้กันนี่เอง